วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจพอเพียง


จัดทำบทความโดย
นางสาว สุจิตรา ห่านสัมฤทธิ์ เลขทะเบียน 5001103096
เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง
ในสภาวเศรษฐกิจในปัจจุบันที่อยู่ในภาวะที่หลายประเทศเผชิญกับเศรษฐกิจตกต่ำ แนวทางหนึ่งที่เราควรจะยึดเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตในช่วงนี้ คงนี้ไม่พ้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งนี้ทาง BLOG ขออัญเชิญแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเผยแผ่ให้กับผู้ที่เข้าชม BLOG ของเราให้เข้าใจในแนวทางในการดำเนินชีวิต
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าพระราชหฤทัยในความเป็นไปของเมืองไทยและคนไทยอย่างลึกซึ้งและกว้างไกล ได้ทรงวางรากฐานในการพัฒนาชนบท และช่วยเหลือประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้มีความ " พออยู่พอกิน" และมีความอิสระที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องติดยึดอยู่กับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์ ทรงวิเคราะห์ว่าหากประชาชนพึ่งตนเองได้แล้วก็จะมีส่วนช่วยเหลือเสริมสร้างประเทศชาติโดยส่วนรวมได้ในที่สุด พระราชดำรัสที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ในการสร้างความเข้มแข็งในตนเองของประชาชนและสามารถทำมาหากินให้พออยู่พอกินได้ ดังนี้
"….ในการสร้างถนน สร้างชลประทานให้ประชาชนใช้นั้น จะต้องช่วยประชาชนในทางบุคคลหรือพัฒนาให้บุคคลมีความรู้และอนามัยแข็งแรง ด้วยการให้การศึกษาและการรักษาอนามัย เพื่อให้ประชาชนในท้องที่สามารถทำการเกษตรได้ และค้าขายได้…"
ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงขึ้นนี้จึงทำให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนในแนวพระราชดำริของ "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งได้ทรงคิดและตระหนักมาช้านาน เพราะหากเราไม่ไปพี่งพา ยึดติดอยู่กับกระแสจากภายนอกมากเกินไป จนได้ครอบงำความคิดในลักษณะดั้งเดิมแบบไทยๆไปหมด มีแต่ความทะเยอทะยานบนรากฐานที่ไม่มั่นคงเหมือนลักษณะฟองสบู่ วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้อาจไม่เกิดขึ้น หรือไม่หนักหนาสาหัสจนเกิดความเดือดร้อนกันถ้วนทั่วเช่นนี้ ดังนั้น "เศรษฐกิจพอเพียง" จึงได้สื่อความหมาย ความสำคัญในฐานะเป็นหลักการสังคมที่พึงยึดถือ
ในระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะจัดลำดับความสำคัญของ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” มูลค่านั้นขาดจิตวิญญาณ เพราะเป็นเศรษฐกิจภาคการเงิน ที่เน้นที่จะตอบสนองต่อความต้องการที่ไม่จำกัดซึ่งไร้ขอบเขต ถ้าไม่สามารถควบคุมได้การใช้ทรัพยากรอย่างทำลายล้างจะรวดเร็วขึ้นและปัญหาจะตามมา เป็นการบริโภคที่ก่อให้เกิดความทุกข์หรือพาไปหาความทุกข์ และจะไม่มีโอกาสบรรลุวัตถุประสงค์ในการบริโภค ที่จะก่อให้ความพอใจและความสุข (Maximization of Satisfaction) ผู้บริโภคต้องใช้หลักขาดทุนคือกำไร (Our loss is our gain) อย่างนี้จะควบคุมความต้องการที่ไม่จำกัดได้ และสามารถจะลดความต้องการลงมาได้ ก่อให้เกิดความพอใจและความสุขเท่ากับได้ตระหนักในเรื่อง “คุณค่า” จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ ไม่ต้องไปหาวิธีทำลายทรัพยากรเพื่อให้เกิดรายได้มาจัดสรรสิ่งที่เป็น “ความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด” และขจัดความสำคัญของ “เงิน” ในรูปรายได้ที่เป็นตัวกำหนดการบริโภคลงได้ระดับหนึ่ง แล้วยังเป็นตัวแปรที่ไปลดภาระของกลไกของตลาดและการพึ่งพิงกลไกของตลาด ซึ่งบุคคลโดยทั่วไปไม่สามารถจะควบคุมได้ รวมทั้งได้มีส่วนในการป้องกันการบริโภคเลียนแบบ (Demonstration Effects) จะไม่ทำให้เกิดการสูญเสีย จะทำให้ไม่เกิดการบริโภคเกิน (Over Consumption) ซึ่งก่อให้เกิดสภาพเศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา การพัฒนายั่งยืน



ประการที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง
1. พอมีพอกิน 2. พออยู่พอใช้ 3. พออกพอใจ
" การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง " "เศรษฐกิจพอเพียง" จะสำเร็จได้ด้วย "ความพอดีของตน"
ที่มา : http://www.prdnorth.in.th/The_King/justeconomic.php
คำถาม1.ในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้นเน้นในเรื่องใดมากที่สุด
2.ประการที่สำคัญของหลักเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้น คืออะไร
3.เศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้นจะประสบความสำเร็จได้ด้วยอะไรเป็นประการสำคัญ

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

[ECON]รัฐบาลจับตาราคาน้ำมันขาขึ้น เชื่อความสามารถกองทุนน้ำมันฯ ช่วยดูแลได้



จัดทำบทความโดย
นาย มนัส พลไพรินทร์ 5001103084
เรื่อง รัฐบาลจับตาราคาน้ำมันขาขึ้น เชื่อความสามารถกองทุนน้ำมันฯ ช่วยดูแลได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังจับตาราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะหากมีแนวโน้มว่าจะทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอีก รัฐบาลจะได้เตรียมออกมาตรการไว้รองรับ โดยเชื่อว่าความสามารถของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จะมีเพียงพอที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องราคาน้ำมันในประเทศได้
แนวที่รัฐบาลได้วางไว้ ทำให้มีกำลังที่จะเข้าไปดูแล แก้ไขแทรกแซงได้พอสมควรแม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะแพงไปกว่านี้ เพราะฉะนั้นที่เริ่มต้นไปแล้วในส่วนของดีเซล 2 บาท ถ้ามีความจำเป็นจะต้องทำอะไรเพิ่มเติม รัฐบาลก็จะทำ และจะไม่ทำให้เรื่องนี้ลุกลามบานปลายไปสู่การเพิ่มต้นทุนด้านอื่นๆ เช่น การขนส่ง การเดินทาง ของแพง
พร้อมกันนี้ยังกำชับให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามดูแลเรื่องราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ราคาน้ำมันเป็นช่วงขาขึ้น รวมทั้งสั่งการให้นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาตามที่ได้รับการร้องเรียนมาจากประชาชน
ที่มา http://www.ryt9.com/s/iq03/633500/
คำถาม1. ทำไมรัฐบาลถึงต้องเตรียมมาตรการไว้รองรับสำหรับค่าน้ำมันภายในประเทศ?
2. กองทุนใดที่เข้ามามีบทบาทในการดูแลเรื่องค่าน้ำมัน?
3. หากราคาน้ำมันได้ปรับตัวขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบต่อสินค้าประเภทใด?

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

[econ]กระบวนการออกตราสารหนี้ และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ


จัดทำบทความโดย
นางสาว กาญจนา ภูมิกิติสวัสดิ์ 5001103003
เรื่อง กระบวนการออกตราสารหนี้ และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

กระบวนการออกตราสารหนี้ของภาคเอกชน หรือเรียกว่าการออกหุ้นกู้ เริ่มต้นจากบริษัท ที่ประสงค์จะออกหุ้นกู้ จะแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) เพื่อให้คำปรึกษาในเรื่องประเภท และเงื่อนไขรายละเอียดต่างๆ ของหุ้นกู้ และช่วยดำเนินการจัดทำข้อมูลของหุ้นกู้ เพือขออนุญาตเสนอขายจากสำนักงาน ก.ล.ต. และจะต้องดำเนินการ ให้มีการจัดอันดับเครดิตของหุ้นกู้ พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้จัดการการจัดจำหน่าย (Underwriter)
เพื่อดำเนินการเรื่องการขาย ให้แก่นักลงทุน หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ในบางกรณีบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ อาจดำเนินการเอง โดยไม่ต้องว่าจ้างที่ปรึกษา หรือผู้จัดการการจำหน่าย
วิธีการเสนอขายหุ้นกู้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก จำกัดการเสนอขายในวงแคบ โดยขายเฉพาะเจาะจงให้กับกลุ่มนักลงทุนสถาบัน และมีข้อจำกัด การโอนซื้อขายเปลี่ยนมือ ในตลาดรอง ที่กำหนดให้โอนซื้อขาย ระหว่างนักลงทุนประเภทนี้เท่านั้น ซึ่งได้แก่ สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและนิติบุคคลประเภทอื่นๆ การซื้อขายในตลาดรอง เป็นวิธีการตกลงและต่อรองกันเอง หรือที่เรียกว่าการซื้อขายในตลาด OTC (over the counter) ในกรณีที่สอง เป็นวิธีการเสนอขายหุ้นกู้ ให้แก่นักลงทุนทุกประเภท และไม่มีข้อจำกัดการโอน ดังนั้น การซื้อขายในตลาดรองจึงเป็นไปในวงกว้าง และสามารถจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อซื้อขายในตลาดรองได้
อันดับเครดิตของหุ้นกู้ ที่ประกาศโดยสถาบันจัดอันดับเครดิตในประเทศ 2 ราย คือ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด และ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเรียงตามลำดับจากอันดับเครดิตที่สูงที่สุด ดังนี้

AAA อันดับเครดิตสูงที่สุด มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
AA อันดับเครดิตรองลงมา และถือว่ามีความเสี่ยงต่ำมากที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
A ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ
BBB ถือว่ามีความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ในระดับปานกลาง
BB มีความเสี่ยงในระดับสูง
B มีความเสี่ยงในระดับสูงมาก
C มีความเสี่ยงในระดับสูงที่สุด
D อยู่ในสถานะของการผิดนัดชำระหนี้

อันดับเครดิตข้างต้น จะมีเครื่องหมาย + หรือ – เช่น AA - A + เพื่อแสดงความแตกต่างกัน ของอันดับเครดิตเพิ่มขึ้น ตามมาตรฐานสากลอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB ขึ้นไปจนถึง AAA ถือว่าหุ้นกู้ดังกล่าวอยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment grade) ส่วนอันดับเครดิตที่ต่ำกว่า BBB
ลงไป มักเป็นหุ้นกู้ในระดับที่ลงทุนเพื่อเก็งกำไร (Speculative)
ที่มา http://www.bex.or.th/th/education/issuance.html



คำถาม1.กระบวนการออกตราสารหนี้ของภาคเอกชน เรียกว่าอะไร
2.วิธีการเสนอขายหุ้นกู้แบ่งออกเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง
3.อันดับเครดิตใดที่ มีความเสี่ยงในระดับสูงที่สุด

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

[ Econ] +Q หวั่นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังทรุด งบประมาณเบิกล่าช้า


จัดทำบทความโดย
นาย นพนนท์ บุษปานนท์ เลขทะเบียน 5001103112
เรื่อง หวั่นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังทรุด งบประมาณเบิกล่าช้า
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานให้ ครม.เศรษฐกิจรับทราบถึงภาวะตลาดเงิน โดยยอมรับว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง แต่เมื่อเทียบกับค่าเงินประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจไม่ได้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท เพราะเป็นเรื่องของ ธปท.ที่มีอิสระในการดูแล ขณะที่ รมว.คลังได้สอบถาม ธปท.ว่าการออกพันธบัตรไทยเข้มแข็ง มีผลต่อสภาพคล่องหรือไม่ ธปท.ชี้แจงว่าไม่มีผลกระทบ เพราะมีสภาพคล่องมาก
นอก จากนี้ กระทรวงการคลังยังได้รายงานฐานะการคลังและการจัดเก็บภาษี 9 เดือน ของปีงบประมาณ 52 (ต.ค.51-มิ.ย.52) โดยจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,021,098 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 144,960 ล้านบาท หรือ 12.4% เนื่องจากการจัดเก็บภาษีของ 3 กรมหลักคือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ต่ำกว่าประมาณการ ส่วนผลการเบิกจ่ายงบประมาณมีจำนวน 1,413,967 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 193,885 ล้านบาท คิดเป็น 15.9%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครม.เศรษฐกิจได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ ของค่าเงินบาท แม้ว่า ธปท.จะพยายามรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับประเทศ ในภูมิภาค แต่ควรนำมาเทียบค่าเงินบาทกับประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยด้วย เพราะจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบค่าเงินบาทกับประเทศในภูมิภาคนี้แล้วค่าเงินบาทอ่อนกว่า สิงคโปร์ เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย แต่ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าค่าเงินหยวนของจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่เงินบาทแข็งค่ากว่าเงินมาเลเซียที่เป็นคู่แข่งสินค้ายางพาราและ เวียดนามคู่แข่งในการค้าข้าว
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงเศรษฐกิจการคลังเดือน มิ.ย.52 และไตรมาส 2 ของปีนี้ว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณของการปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าไตรมาส 2 ของปีนี้ เศรษฐกิจขยายตัวติดลบ 5-6% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ติดลบ 7.1% และเชื่อว่าจะสามารถฟื้นตัวเป็นบวกได้ในไตรมาส 4 แม้ว่าจะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่ำกว่าเป้าหมาย และรายได้จากการท่องเที่ยวที่ปรับตัวลดลงมาก
นาย สมชัยกล่าวว่า ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีลงลึกในแต่ละโครงการของงบประมาณกลางปีเพราะเบิกจ่ายได้เพียง 46% จากวงเงิน 116,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 52 เบิกจ่ายได้เพียง 67% ของงบประมาณ จากเป้าหมายที่ต้องเบิกจ่ายได้ 94% ของ 1.8 ล้านล้านบาท จึงขอให้มีปาฏิหาริย์และมั่นใจว่าปาฏิหาริย์มีอยู่จริง ซึ่งต้องรอให้ถึงสิ้นปีงบประมาณถึงจะรู้ว่าการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตาม เป้าหมายหรือไม่
นพ. พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง กล่าวถึงการเบิกจ่ายเงินงบประมาณตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.52 ว่า ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เบิกจ่ายไปแล้ว 1,254,550 ล้านบาท หรือ 68.37% ของวงเงิน 1,835,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.63% โดยเป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ 1,047,324 ล้านบาท หรือ 70.67% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเบิกจ่ายในช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณก่อน 1.66%
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/22999

คำถาม
1.สาเหตุที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ เป็นผลมาจากสาเหตุใด
2.สาเหตุที่ต้องเทียบค่าเงินบาทกับประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าเป็นเพราะอะไร
3.ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้ในไตรมาส4ได้แก่อะไร