วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

[ Finance] +Q อุตฯจับมือกองทุนไอเอ็นจีอุ้มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล


จัดทำบทความโดย
นาย ฉัตร์ เอี่ยมภักดี เลขทะเบียน 50011030102
เรื่อง อุตฯจับมือกองทุนไอเอ็นจีอุ้มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล
อุตฯจับมือกองทุนไอเอ็นจีอุ้มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้เชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เผยโฉมโรงไฟฟ้าต้นแบบเตรียมแจ้งเกิดที่ จ.สระบุรี ก่อนทยอยตามมาอีก 30 แห่ง มูลค่าลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท...นางพรรณี จารุสมบัติ เลขานุการ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) วางแผนการต่อยอดการพัฒนาภาคเกษตรของไทยไปสู่การเชื่อมโยงการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการนำวัตถุดิบที่เหลือใช้จากการเกษตรที่มีอยู่จำนวนมากมาสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ศึกษาการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ถูกทิ้งให้สูญเปล่าเช่น แกลบ ซังข้าวโพด ซังตอข้าว ทะลายปาล์ม มาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร จากเดิมที่วัสดุเหลือทิ้งจากพืชเหล่านี้จะถูกนำไปเผาทิ้ง
ทั้งนี้ กสอ.ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจากประเทศจีนเข้ามาช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าชีวมวล และให้คำปรึกษาแก่สหกรณ์การเกษตร, องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้า
ชีวมวลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กสอ.ยังดึงสถาบันการเงินเข้ามาให้การสนับสนุน โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุนไอเอ็นจี (ประเทศไทย) หรือ ING FUNDS ได้จัดตั้งกองทุนที่จะเข้ามาสนับสนุนการลงทุนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ภายใต้ชื่อ "กองทุนเพื่อลงทุนและบริหารและ จัดการอุตสาหกรรมไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน" เงินลงทุน 10,000 ล้านบาท วางเป้าในการลงทุน 3 ปี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล 100 แห่ง ผลิตไฟฟ้ารวมกัน 100 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 10,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุนของกองทุนเพื่อลงทุนฯดังกล่าว จะเป็นในลักษณะการไปซื้อกิจการโรงไฟฟ้าที่มีการลงทุนแล้วเสร็จทั้งหมด 100% หรือเป็นการลงทุนร่วมกันกับเจ้าของโรงไฟฟ้าในลักษณะถือหุ้นร่วมกัน รวมไปถึงการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้า การร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการจะทำให้ กิจการดังกล่าวมีความเข้มแข็งในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น
"ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมลงนามแสดงเจตจำนงร่วมมือกับกองทุนไอเอ็นจีในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลแล้ว 30 ราย คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 3,000 ล้านบาท ซึ่งการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล ถือเป็นรูปแบบใหม่ที่จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าแบบครบวงจรเป็นครั้งแรกในไทย เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่จะสามารถขายวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้แก่โรงไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง คาดว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งแรกจะเปิดดำเนินการผลิตไฟฟ้าได้ในเดือน ธ.ค.นี้ ที่ จ.สระบุรี"
ทั้งนี้ ผลจากการศึกษาของ กสอ.ยังพบว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลสามารถผลิตไฟฟ้าได้ขนาด 1 เมกะวัตต์ จะช่วยกระจายรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ 5-9 ล้านบาทต่อปี เพิ่มมูลค่าและกำจัดขยะชีวมวลได้ประมาณปีละ 15,000 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 40,000 ตันต่อปี โดยตั้งเป้าว่า ใน 5 ปีข้างหน้าจะสามารถจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลได้ประมาณ 100 แห่งทั่วประเทศ ส่วนผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับคือ ช่วยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติได้ประมาณ 140,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาทต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิต 300,000 ตันต่อปี อีกทั้งปริมาณวัสดุเหลือทิ้งและขยะในชุมนุมชนจะลดลงได้ 1 ล้านตันต่อปี
นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือทิ้งและขยะอีก 300 บาทต่อตัน หรือเท่ากับ 300 ล้านบาทต่อปี โดยรายได้ในส่วนนี้จะกระจายกลับไปยังท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนในท้องถิ่น สำหรับผู้ที่สนใจจะจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลจะต้องพิจารณาถึงวัตถุดิบที่ใช้ป้อนในการผลิตไฟฟ้าว่ามีเพียงพอหรือไม่ และสามารถยื่นรายละเอียดโครงการได้ที่กระทรวงอุตสาหกรรม หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ.


คำถาม
1) โรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบที่ใช้เชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจะสร้างขึ้นที่ไหน
2) วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ถูกนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงได้แก่อะไรบ้าง
3) กองทุนที่จะเข้ามาสนับสนุนการลงทุนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมมีชื่อว่าอะไรและองค์กรใดเป็นผู้จัดตั้ง

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

[ Econ+Q] ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้แนวโน้มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตครึ่งปีหลังจะดีขึ้น


จัดทำบทความโดย
นางสาว ณัฐพร บุบผาผสม เลขทะเบียน 5001103101
เรื่อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้แนวโน้มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตครึ่งปีหลังจะดีขึ้น
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานถึงสถานการณ์ธุรกิจบัตรเครดิต ว่า 5 เดือนแรกปีนี้ บัตรเครดิตกลุ่มธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ มีการใช้จ่ายมูลค่าประมาณ 98,631 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 16.6 ในปี 2551
ขณะที่กลุ่มสาขาธนาคารต่างประเทศ ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2552 มีมูลค่าประมาณ 43,009 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 10.1 ในปี 2551 รวมทั้งกลุ่ม Non-Bank ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2552 มีมูลค่าประมาณ 93,560 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 12.1 ในปี 2551
ส่วนแนวโน้มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วงครึ่งปีหลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า น่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อีกทั้งช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เป็นฤดูแห่งการใช้จ่ายและยังเป็นอีกช่วงหนึ่งที่คนไทยนิยมเดินทางท่องเที่ยว ทำให้ในช่วงนี้ผู้บริโภคจะมีการใช้จ่ายมากเป็นพิเศษ จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ผู้ประกอบการต่างเร่งทำแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการบัตรเครดิตยังคงเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้เศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีความเสี่ยงรอบด้าน โดยปัจจัยสำคัญที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก บรรยากาศทางการเมือง การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
จากปัจจัยดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประมาณการ ภาพรวมปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2552 (ไม่รวมการใช้จ่ายของชาวต่างประเทศที่ถือบัตรเครดิตต่างประเทศ และการเบิกเงินสดล่วงหน้า) คาดว่าน่าจะหดตัวร้อยละ 0.4 ถึงขยายตัวร้อยละ 1.2 โดยมีประมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 582,480 – 591,580 ล้านบาท และมีความเห็นว่า ในภาวะที่การแข่งขันเข้มข้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ผู้บริโภคที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อบัตรเครดิตควรจะศึกษาข้อแตกต่างของผลิตภัณฑ์สินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงินให้ดี เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและสามารถตอบสนองความต้องการมากที่สุด เช่น การเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต การเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมบัตรใหม่ ค่าธรรมเนียมเมื่อผิดนัดชำระหนี้ รวมถึงการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิตที่แต่ละผู้ประกอบการนำเสนอเช่นกัน นอกจากนี้ผู้บริโภคควรมีการวางแผนทางการเงินและควรมีวินัยในการใช้จ่ายที่ดี หากผู้ที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไม่มีความระมัดระวัง ก็อาจจะก่อให้เกิดการสะสมเป็นวงเงินที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระในอนาคตได้.-สำนักข่าวไทย
ที่มา :http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTEwNDQ0MCZudHlwZT10ZXh0




คำถาม
1.ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2552 มีอัตราขยายหรือหดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551?
2.ปัจจัยใดที่ทำให้กสิกรไทยประเมินว่าแนวโน้มการใช้บัตรเครดิตในครึ่งปีหลังจะมีการปรับตัวดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก?
3.เมื่อคิดจะใช้บริการบัตรเครดิตก่อนอื่นผู้บริโภคควรศึกษาเรื่องใดก่อน ?

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

[ Finance] +Q วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์


จัดทำบทความโดย
นางสาว สุจิตรา ห่านสัมฤทธิ์ เลขทะเบียน 5001103096
เรื่อง วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์
ในชั่วโมงนี้คงไม่มีใครไม่รู้ว่าเราเองก็กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจล้มเป็นโดมิโนซึ่งมาจากพี่ยักษ์ใหญ่คนสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา คนมีงานทำกลับต้องมาเตะฝุ่นมากกว่าล้านคนทั่วโลก ออเดอร์จากการสั่งสินค้าไม่ขยับมีกลับถดถอยลง ทำเอาลูกบ้านอย่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งบ้านเราได้รับอานิสงส์นี้มาด้วย ถ้าจะย้อนไปให้ดีๆก็ไม่ต่างกับเหตุการณ์ฝันร้ายของคนไทยในปี 2540 วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung Crisis) ซึ่งไทยเองก็ได้รับบทเรียนราคาแสนแพงเช่นกันนี้มาก่อน คำถามทำไมประเทศมหาอำนาจเช่นอเมริกาถึงตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ กล่าวได้ง่ายๆก็คือ การใช้จ่ายเงินในอนาคตที่เรียกง่ายๆก็คือ บัตรเครดิต หรือแม้กระทั่งการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เป็นกลไกหลักอย่างหนึ่งที่ขับเคลื่อนวิกฤตการณ์นี้ มูลค่าของเงินได้เข้ามาเป็นหนึ่งในปัจจัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตของมนุษย์ พอมีเงินแล้วก็สามารถเลือกเฟ้นหาสิ่งต่างๆที่ใจเราต้องการ รวมทั้งที่อยู่อาศัยซึ่งมนุษย์เองก็ต้องการไม่แพ้กับเงิน ถ้ามนุษย์ต้องการแสวงหาบ้านดีๆซักหลังแต่ต้องผิดหวังกับรายจ่ายที่ต้องมีมากกว่ารายรับ แล้วทางออกของปัญหาหละจะทำอย่างไร ก็ตอบได้ง่ายๆก็คือ ทำการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อบ้าน แต่เนื่องมาจากหลายปีที่ผ่านมาราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาดีดตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เป็นผลสืบเนื่องมาจากอัตราการขยายตัวของประชากรเพิ่มขึ้น อีกทั้งจากการเก็งกำไรของผู้ลงทุน ทำให้ราคาบ้านมีราคาสูงอย่างเห็นได้ชัดแตกต่างกับรายได้ที่มีเท่าเดิม ทำให้สถาบันการเงินต่างๆเล็งเห็นดีว่าแม้จะทำการหักค่าใช้จ่ายของผู้กู้แล้ว ก็ไม่เพียงพอสำหรับจ่ายหนี้ที่กู้มาได้ ทำเอาผู้คนที่มาใช้บริการถึงกับกุมขมับยอมกลับบ้านอย่างผิดหวัง ทั้งนี้มีผลมาจาก นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ทำให้ราคาตลาดอสังหาริมทรัพย์ผันผวนทางด้านสถาบันการเงินของสหรัฐฯก็ได้วิตกกับปัญหาเหล่านี้ และพยายามจะหาทางออกโดยใช้ตราสารหนี้ (ประเภทซับไพร์ม)ชนิดใหม่ขึ้นมา โดยมีมาตรการจูงใจลูกค้าด้วยผลตอบแทนในราคาที่สูงกว่าเกณฑ์ เพื่อดูดเม็ดเงินจำนวนมากไหลมาในระบบ จากบรรดาผู้มีอันจะกิน หรือแม้กระทั่งสถาบันการเงินอื่นๆก็ตาม เท่ากับว่าสถาบันการเงินยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ต่อที่ 1 มีเม็ดเงินไหลมาในระบบ ต่อที่ 2 บริหารจัดการเงินที่ได้มานั้น เอาไปปล่อยสินเชื่อให้กับนักลงทุนที่จะนำไปลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกต่อ ตราสารหนี้ประเภทซับไพร์มเหล่านี้ ก็แพร่หลายในสหรัฐฯอยู่ชั่วขณะหนึ่ง จึงทำให้เกิดตราสารหนี้ชนิดเดียวกันนี้ออกดอกออกผลมากมาย ในขณะที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ผันผวนอยู่นั้น เหล่าบรรดาสถาบันการเงินก้องัดกลยุทธ์เด็ดๆ เรียกได้ว่าถ้าเป็นขนมหวาน ก็คงไม่พลาดที่มดจะมากินทั้งรัง ทำเอาพฤติกรรมการใช้เงินของชาวอเมริกันจากเดิมที่ฟุ้งเฟ้ออยู่แล้วถึงกับลอยลิ่วตัวปลิวกับการใช้จ่าย อย่างไรก็ตามงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง เศรษฐกิจของสหรัฐก็เริ่มมาถึงทางตัน ระบบทางการเงินขาดสภาพคล่อง ราคาที่ดินจากเดิมที่รุ่งโรจน์ก็พร้อมใจกันแตกดับ คนอเมริกันที่มีชีวิตอันสวยหรูกลับมาต้องหมดอาลัยตายอยาก สถาบันและบริษัทการเงินประเมินแล้วว่ารายรับที่คาดว่าจะได้กลับกลายเป็นอากาศ ต่างก็หาทางออกอย่างรวดเร็ว ถึงกับกวดขันอย่างจิงจังเรื่องการกู้เงิน เรื่องการขอสินเชื่อเป็นเรื่องไม่หมูอีกต่อไป เงินเริ่มฝืดเพราะประชาชนมีหนี้ท่วมหัว จะจับจ่ายใช้สอยอะไรก็คิดมากขึ้น เศรษฐกิจของชาติกำลังอยู่ในช่วงขาลง ทั้งนี้ก็เพราะความผิดพลาดในการปล่อยสินเชื่อซับไพร์มเป็นจำนวนมาก โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการขายต่อออกไป อีกทั้งภาครัฐยังไม่มีมาตรการที่รัดกุมพอ ประกอบกับความจูงใจในตราสารหนี้ หรือแม้กระทั่งความเลินเล่อในการประเมินค่าความเสี่ยงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลสหรัฐอเมริการีบเข้า TakeOver สถาบันจำนองสินเชื่อบ้าน โดยหวังพยุงตลาดอสังริมทรัพย์ และไม่นานหลังจากนั้น กลุ่มบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) , AIG Group (American International Group) และสถาบันการเงินต่างๆในสหรัฐถึงขั้นวิกฤตขาดสภาพคล่องในการบริหารจนนำมาสู่ ประกาศขอล้มละลายจนทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องเข้ามาอุ้มกิจการเอาไว้ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาที่มีเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับโลก กลับต้องดิ่งสู่เหวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมความเสียหายยังส่งผลเป็นสึนามิต่อประเทศต่างๆในโลก ที่มีเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ
(บทความโดย นายเดชบดินทร์ บุญพา, สำนักงานบัญชี ชัวร์แทค แอคเคาน์ติ้ง)
ที่มา www.suretax-accounting.com
คำถาม
1. วิกฤตการณ์ HAMBERGER CRISIS นี้ ตรงกับวิกฤตการณ์ใดที่ประเทศไทยเคยประสบปัญหามา
2. ธนาคารกลางสหรัฐ มีชื่อที่เป็นทางการว่าอะไร
3. ธุรกิจใดที่ถือเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ HAMBERGER CRISIS นี้เกิดขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

[Economic & Finance] +Q มาทำความรู้จักตราสารอนุพันธ์กัน


จัดทำบทความโดย
นาย มนัส พลไพรินทร์ เลขทะเบียน 5001103084
เรื่อง มาทำความรู้จักตราสารอนุพันธ์กัน
“ตราสารอนุพันธ์ (Derivative)” เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่งที่มีมูลค่าเกี่ยวเนื่องกับมูลค่าของสินทรัพย์ที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงในการซื้อขาย หรือที่เราเรียกกันว่า“สินทรัพย์อ้างอิง” นั่นเอง โดยมูลค่าของตราสารอนุพันธ์จะได้รับอิทธิพลโดยตรงจากมูลค่าของสินทรัพย์อ้างอิงนั้นๆ ทั้งนี้ เมื่อมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ และอุปทานของสินค้าอ้างอิงในอนาคต มูลค่าของตราสารอนุพันธ์ก็จะปรับตัวตามทันที
ก็เหมือนกับการที่เราไปจองซื้อรถยนต์ในงานมหกรรมรถยนต์ซึ่งจะยังไม่ได้รับมอบรถภายในทันที ดังนั้น ผู้ขายจะทำการออกใบจองซึ่งระบุรายละเอียดและระยะเวลาที่คาดว่าจะได้รับรถให้แก่เราเป็นการล่วงหน้า เพื่อเป็นหลักฐานว่า บริษัทจะดำเนินการส่งมอบให้แก่เราผู้ถือใบจองก่อนตามรายละเอียดที่ได้ ระบุไว้ข้างต้น ซึ่งใบจองที่บริษัทออกให้นี้เปรียบเสมือนกับตราสารอนุพันธ์ประเภทหนึ่งนั่นเองครับ นอกจากนี้ ทางบริษัทก็จะขอเรียกเก็บเงินมัดจำจำนวนหนึ่งจากเราในฐานะผู้ซื้อเพื่อแลก กับใบจองนั้น หากว่า หลังจากนั้น ความต้องการรถยนต์รุ่นนี้มีสูงขึ้นเรื่อยๆส่งผลให้ราคาของรถรุ่นนี้ในตลาดสูงกว่าราคาจองซื้อในงาน ใบจองที่เราถือครองอยู่ก็ย่อมที่จะมีมูลค่าสูงขึ้นตามเช่นเดียวกัน ในทางกลับกัน หากรถยนต์รุ่นนี้ไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป และราคาในตลาดลดต่ำลงกว่าราคาที่จองซื้อในงาน ใบจองซึ่งเราถือครองอยู่นั้นก็จะมีมูลค่าลดลงตามไปด้วย
จากตัวอย่างข้างต้น จึงพอสรุปลักษณะที่สำคัญของตราสารอนุพันธ์ที่เราควรทราบได้ดังต่อไปนี้
1. เป็นการตกลงทำธุรกรรมซื้อขายกันล่วงหน้าระหว่างคู่สัญญาสองฝ่าย โดยมีการตกลงรายละเอียดกัน ณ เวลาปัจจุบัน แต่จะมีการส่งมอบ และชำระราคากันจริงในอนาคต
2. มีค่ามูลค่าขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงซึ่งอาจเป็นสินทรัพย์ที่มีตัวตนจับต้องได้หรือสินทรัพย์ทางการเงินก็ได้
3. มีการกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติตามภาระผูกพันหรือตราสารอนุพันธ์มีอายุจำกัดนั่นเอง
4. มีการระบุพันธะผูกพัน (Obligation) แก่ คู่สัญญาในการซื้อไว้เป็นการล่วงหน้า
ประเภทของสินค้าที่ซื้อขายในตลาดอนุพันธ์
โดยหลักๆ แล้วตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อขายกันในตลาดเงินทั่วโลก สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่
1. ฟิวเจอร์ส (FUTURES)
สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ล่วงหน้าที่มีลักษณะคล้ายกับฟอร์เวิร์ด แต่จะแตกต่างกันตรงที่
a. มีการกำหนดรายละเอียด และเงื่อนไขไว้อย่างแน่นอน b. การซื้อจะทำในตลาดล่วงหน้าที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการโดยต้องซื้อขายผ่านนายหน้าที่ เป็นบริษัทสมาชิกของตลาดล่วงหน้าแห่งนั้น c. มีการกำหนดบัญชีวงเงินประกันของทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย รวมถึงมีการปรับมูลค่าทุกสิ้นวันทำการทำให้สามารถรับรู้กำไร หรือขาดทุนได้ตลอดเวลา d. มีสำนักหักบัญชีดูแลในเรื่องการรับประกันการซื้อขายตามสัญญาที่ระบุไว้ โดยจะทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาแทนให้กับทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย e. มีองค์กรกำกับดูแลควบคุมให้การซื้อขายเป็นไปอย่างเป็นธรรม และโปร่งใส
2. ออปชั่น (OPTIONS)
สัญญาสิทธิ ผู้ขายมีภาระต้องปฎิบัติตามพันธะในสัญญา ในขณะที่ผู้ซื้อมีสิทธิ จะเลือกใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้
3. ฟอร์เวิร์ด (FORWARD)
สัญญาซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงล่วงหน้าระหว่างผู้ซื้อ และ ผู้ขายเองเป็นการส่วนตัว หรืออาจดำเนินการผ่านสถาบันการเงินก็ได้ เนื่องจากฟอร์เวิร์ดเกิดขึ้นจากการทำสัญญาส่วนตัวระหว่างคู่สัญญากันเองกัน จึงไม่จำเป็นต้องมีการวางเงินประกัน หรือนำสินทรัพย์ใดๆ มาใช้ในการค้ำประกันสัญญาที่ได้จัดทำขึ้น การที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะไม่ปฎิบัติตามสัญญาย่อมมีโอกาสเป็นไปได้สูง
4. สวอป (SWAP)
ข้อตกลงระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป ในการแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดในอนาคต
ทั้งนี้ ในปัจจุบันตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อขายใน บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ สัญญาฟิวเจอร์ส (FUTURES) และสัญญาออปชั่น (OPTIONS)
ที่มา http://www.jobpub.com/articles/showarticle.asp?id=1586 เเละ http://www.tfex.co.th/th/investor_corner/knowledge_p2.html
คำถามประจำสัปดาห์
1. หากว่าตราสารอนุพันธ์ A เป็นตราสารที่ทำการซื้อขายอยู่ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) อ้างอิงยางแผ่นรมควันชั้น 3
จำนวน 5 ตัน มูลค่าสัญญาเท่ากับ 300,000 บาท อายุสัญญา 3 เดือนซึ่งเริ่มทำการซื้อขายในเดือนมกราคม ปีx3 หากในเดือนกุมภาพันธ์ปี x3 เศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น ค่ายรถยนต์ต่างๆมีคำสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก มูลค่าของตราสารอนุพันธ์ A จะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด และเพราะอะไร
2. จากข้อ 1 ตราสารอนุพันธ์ A จัดได้ว่าเป็นตราสารอนุพันธ์ประเภทใด
3. ตราสารอนุพันธ์ตัวใดบ้างที่ยังไม่มีจำหน่ายในตลาดที่เป็นทางการของไทย

[Software] ดูดวงความรัก เเม่นเเค่ไหนเชิญพิสูจน์



[Software] ดูดวงความรัก เเม่นเเค่ไหนเชิญพิสูจน์
เเม่นอยู่น้ามีเพื่อนๆการันตีความเเม่นหลายสิบคนเเล้วครับ โหลดไฟล์ลงเครื่องเเล้วใช้งานได้เลยครับไม่ต้องกด install



คลิกที่รูปเพื่อโหลดครับ

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

[Game] มาจับผิดภาพกันเถอะ


[Game] มาจับผิดภาพกันเถอะ

กดที่รูปเพื่อเข้าสู่เกมส์ครับ

คำเตือน เด็กเเละสตรีมีครรภ์ไม่ควรเล่นเกินวันละ 1 ครั้ง มิฉะนั้นอาจติดใจได้

[Economic & Finance] +Q พันธบัตรรัฐบาลไร้ความเสี่ยงจริงหรือไม่?


จัดทำบทความโดย
นางสาว กาญจนา ภูมิกิติสวัสดิ์ เลขทะเบียน 5001103003

เรื่อง พันธบัตรรัฐบาลไร้ความเสี่ยงจริงหรือไม่?

พันธบัตรก็เป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่ง ที่ออกโดยภาครัฐ ซึ่งหากเปรียบเทียบระหว่างผู้ออกที่เป็นภาครัฐ กับผู้ออกที่เป็นผู้ดำเนินธุรกิจในภาคเอกชน ก็สามารถเห็นถึงความแตกต่างในแง่ของความน่าเชื่อถือในตัวผู้ออก กล่าวคือ ผู้ออกที่เป็นภาครัฐนั้นมีความน่าเชื่อถือในระดับ สูงสุด (ในประเทศนั้น) หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ออกภาครัฐจะมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระภาระผูกพัน (ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น) ในระดับที่ต่ำที่สุด หรือเชื่อกันว่าผู้ออกภาครัฐจะไม่ผิดนัดชำระหนี้ ส่วนผู้ออกภาคเอกชน ก็อาจจะมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยสัมพัทธ์กับความเสี่ยงของภาครัฐในเรื่องการผิดนัดชำระภาระผูกพัน
ดังนั้น หากจะคิดว่าพันธบัตรรัฐบาลปลอดความเสี่ยงนั้น “ คงจะเป็นจริงในเฉพาะเรื่องความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระภาระผูกพัน (Credit risk) เท่านั้น ” แต่หากพิจารณาความเสี่ยงเรื่องอื่นๆ แล้ว เช่น ความผันผวนในราคา (Price risk หรือ Market risk) ความเสี่ยงในเรื่องการลงทุนต่อ (Reinvestment risk) ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ เป็นความเสี่ยงที่ เกี่ยวเนื่องกับสภาพแวดล้อมคือ การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน และความเสี่ยงอื่นๆ อีกหลายอย่าง ก็คงจะกล่าวได้ว่า พันธบัตรรัฐบาลยังแบกความเสี่ยงเหล่านั้นอยู่เต็มไม่แตกต่างไปจากตราสารหนี้ภาคเอกชน ดังนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า
พันธบัตรรัฐบาลใช้เป็น “ตัวแทน” (Proxy) ของสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงเท่านั้น ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดจากความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง


ที่มา :
http://www.bex.or.th/files_papers/money-and-wealth/m-w-07-48.pdf

คำถามประจำสัปดาห์

1. พันธบัตรรัฐบาลจัดได้ว่าเป็นตราสารทางการเงินประเภทใด
2.
ทำไมเราจึงควรเลือกลงทุนกับตราสารหนี้ภาครัฐมากกว่าภาคเอกชน
3. การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลทำให้นักลงทุนไม่ต้องเเบกรับความเสี่ยงจริงหรือไม่ เพราะเหตุใด