วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

[ Econ] +Q หวั่นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังทรุด งบประมาณเบิกล่าช้า


จัดทำบทความโดย
นาย นพนนท์ บุษปานนท์ เลขทะเบียน 5001103112
เรื่อง หวั่นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังทรุด งบประมาณเบิกล่าช้า
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานให้ ครม.เศรษฐกิจรับทราบถึงภาวะตลาดเงิน โดยยอมรับว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง แต่เมื่อเทียบกับค่าเงินประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจไม่ได้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท เพราะเป็นเรื่องของ ธปท.ที่มีอิสระในการดูแล ขณะที่ รมว.คลังได้สอบถาม ธปท.ว่าการออกพันธบัตรไทยเข้มแข็ง มีผลต่อสภาพคล่องหรือไม่ ธปท.ชี้แจงว่าไม่มีผลกระทบ เพราะมีสภาพคล่องมาก
นอก จากนี้ กระทรวงการคลังยังได้รายงานฐานะการคลังและการจัดเก็บภาษี 9 เดือน ของปีงบประมาณ 52 (ต.ค.51-มิ.ย.52) โดยจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,021,098 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 144,960 ล้านบาท หรือ 12.4% เนื่องจากการจัดเก็บภาษีของ 3 กรมหลักคือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ต่ำกว่าประมาณการ ส่วนผลการเบิกจ่ายงบประมาณมีจำนวน 1,413,967 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 193,885 ล้านบาท คิดเป็น 15.9%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครม.เศรษฐกิจได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ ของค่าเงินบาท แม้ว่า ธปท.จะพยายามรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับประเทศ ในภูมิภาค แต่ควรนำมาเทียบค่าเงินบาทกับประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยด้วย เพราะจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบค่าเงินบาทกับประเทศในภูมิภาคนี้แล้วค่าเงินบาทอ่อนกว่า สิงคโปร์ เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย แต่ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าค่าเงินหยวนของจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่เงินบาทแข็งค่ากว่าเงินมาเลเซียที่เป็นคู่แข่งสินค้ายางพาราและ เวียดนามคู่แข่งในการค้าข้าว
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงเศรษฐกิจการคลังเดือน มิ.ย.52 และไตรมาส 2 ของปีนี้ว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณของการปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าไตรมาส 2 ของปีนี้ เศรษฐกิจขยายตัวติดลบ 5-6% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ติดลบ 7.1% และเชื่อว่าจะสามารถฟื้นตัวเป็นบวกได้ในไตรมาส 4 แม้ว่าจะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่ำกว่าเป้าหมาย และรายได้จากการท่องเที่ยวที่ปรับตัวลดลงมาก
นาย สมชัยกล่าวว่า ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีลงลึกในแต่ละโครงการของงบประมาณกลางปีเพราะเบิกจ่ายได้เพียง 46% จากวงเงิน 116,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 52 เบิกจ่ายได้เพียง 67% ของงบประมาณ จากเป้าหมายที่ต้องเบิกจ่ายได้ 94% ของ 1.8 ล้านล้านบาท จึงขอให้มีปาฏิหาริย์และมั่นใจว่าปาฏิหาริย์มีอยู่จริง ซึ่งต้องรอให้ถึงสิ้นปีงบประมาณถึงจะรู้ว่าการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตาม เป้าหมายหรือไม่
นพ. พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง กล่าวถึงการเบิกจ่ายเงินงบประมาณตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.52 ว่า ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เบิกจ่ายไปแล้ว 1,254,550 ล้านบาท หรือ 68.37% ของวงเงิน 1,835,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.63% โดยเป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ 1,047,324 ล้านบาท หรือ 70.67% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเบิกจ่ายในช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณก่อน 1.66%
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/22999

คำถาม
1.สาเหตุที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ เป็นผลมาจากสาเหตุใด
2.สาเหตุที่ต้องเทียบค่าเงินบาทกับประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าเป็นเพราะอะไร
3.ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้ในไตรมาส4ได้แก่อะไร

3 ความคิดเห็น:

  1. 1.เป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง

    2.เพราะจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก

    3.มีปัจจัยเสี่ยงจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่ำกว่าเป้าหมาย และรายได้จากการท่องเที่ยวที่ปรับตัวลดลงมาก

    น.ส.ขวัญวิไล จงเสริมสุข 5001103054

    ตอบลบ
  2. 1.ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง

    2.เพราะจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก

    3.มีปัจจัยเสี่ยงจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่ำกว่าเป้าหมาย และรายได้จากการท่องเที่ยวที่ปรับตัวลดลง
    น.ส ศิริมล ขวัญดำ 5001103067 c1/2

    ตอบลบ
  3. 1.ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง

    2.เพราะจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก

    3.มีปัจจัยเสี่ยงจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่ำกว่าเป้าหมาย และรายได้จากการท่องเที่ยวที่ปรับตัวลดลง

    นางสาว ทาริณี แซ่แง้ 5001103057

    ตอบลบ