วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

[Finance]คลังเดินหน้าจัดตั้งกองทุนเงินออมแห่งชาติ

จัดทำโดย
นายนพนนท์ บุษปานนท์ เลขทะเบียน 5001103112
เรื่อง คลังเดินหน้าจัดตั้งกองทุนเงินออมแห่งชาติ
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จัดสัมมนา “ร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ คาดสามารถช่วยเหลือปชช.ที่มีอาชีพอิสระได้..
วันนี้ (18 ก.ย.) นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. กล่าวว่า ที่ผ่านมา สศค.ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเวทีต่าง ๆ มาแล้ว 2 ครั้ง และจะมีการจัดสัมมนาอีก 2-3 ครั้ง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายให้ครอบคลุมมากขึ้น คาดว่าหลังจากนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กลับจากต่างประเทศ จะนำร่าง พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ เสนอคณะรัฐมนตรีประมาณสิ้นเดือนกันยายนนี้ จากนั้นจะเสนอสภาผู้แทนราษฎร และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ต้นปีหน้า
ผู้ อำนวยการ สศค. กล่าวต่อว่า จะมีการตั้งสำนักงานกองทุนการออมแห่งชาติเหมือนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บริหารกองทุน คาดว่าจะเปิดรับสมัครประชาชนที่มีอาชีพอิสระ และไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนที่รัฐบาลช่วยเหลือ เช่น กองทุน กบข. กองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอาชีพเกษตรกรรม พ่อค้า-แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย อาชีพอิสระทั่วไป เป็นแรงงานนอกระบบภายในกลางปี 2553 และหากไม่ดำเนินการเรื่องดังกล่าว อีก 20-30 ปีข้างหน้ากลุ่มดังกล่าวจะเป็นภาระต่อสังคมเมื่อเข้าสู่วัยชรา เพราะรัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเข้าไปดูแลคนกลุ่มนี้ที่มีอยู่ 24-25 ล้านคน โดยคาดว่าหากประชาชนกลุ่มดังกล่าวเป็นสมาชิกร้อยละ 100 จะใช้งบประมาณของรัฐบาลสมทบเข้ากองทุนประมาณ 22,000 ล้านบาทต่อปี หลังจากนั้นจะเริ่มลดลง เพราะจะมีผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี ออกจากกองทุน
นาย สมชัย กล่าวอีกว่า การตั้งกองทุนดังกล่าวจะทำให้มีเงินกองทุนที่สมทบจากรัฐบาลและประชาชนประมาณ 50,000 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์ตอบแทนทั้งในตลาดหุ้น ฝากเงิน หรือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ โดยจะค้ำประกันผลตอบแทนขั้นต่ำไม่ให้ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี จากค่าเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง ส่วนสมาชิกจ่ายเงินเข้ากองทุนขั้นต่ำเดือนละ 100 บาท และจ่ายสมทบเพิ่มตามความสมัครใจได้อีกเดือนละ 100-1,000 บาท ขณะที่การสมทบของรัฐบาลกำหนดว่า ผู้ออมที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี มักจะไม่จ่ายสมทบ
"แต่เมื่ออายุ 20-30 ปี รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 50 บาทต่อเดือน อายุ 30-50 ปี จ่ายสมทบ 80 บาทต่อเดือน อายุ 50-60 ปี จ่ายสมทบเดือนละ 100 บาท โดยอัตราสมทบจะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับภาวะทางเศรษฐกิจด้วย และเมื่อสมาชิกอายุครบ 60 ปี จะมีสิทธิได้รับบำนาญจากเงินสะสมตลอดอายุไขและคืนเงินให้ผู้มีสิทธิได้รับผล ประโยชน์ ส่วนกรณีทุพพลภาพก่อนอายุ 60 ปี ไม่สามารถหารายได้จ่ายเงินเข้ากองทุน มีสิทธิขอรับบำเหน็จไม่เกินเงินสะสมและเงินผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น โดยรัฐบาลจะสมทบต่อเนื่องจากอายุครบ 60 ปี " ผู้อำนวยการ สศค. กล่าว ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/eco/33957
คำถาม
1.กองทุนเงินออมแห่งชาติจัดตั้งเพื่อคนกลุ่มใด
2.เงินที่ได้จากการจัดตั้งกองทุนเงินออมแห่งชาติ จะถูกนำไปใช้ในด้านใด
3.กลุ่มที่มีอายุเท่าใดที่รัฐบาลไม่จ่ายเงินสมทบ

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

[Finance]โบรกฯเชียร์"ซื้อ"หุ้นDSGT ชี้กำไรดีปันผลงามให้ราคาเป้าหมาย6.40บ.


จัดทำบทความโดย
นาย ฉัตร์ เอี่ยมภักดี เลขทะเบียน 50011030102
เรื่อง โบรกฯเชียร์"ซื้อ"หุ้นDSGT ชี้กำไรดีปันผลงามให้ราคาเป้าหมาย6.40บ.
บล.กิมเอ็ง ฯวิเคราะห์ผลงาน " ดีเอสจี อินเตอร์เนชันเแนล " โดยคงแนะนำ "ซื้อ" หลังพบกำไรดีกว่าปีก่อน คาดทั้งปีอัตราเงินปันผลสูงถึง 8.2% ให้ราคาเป้าหมาย 6.40 บาท ขณะราคาปัจจุบันอยู่ที่ 4.60 บาท

บริษัท หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย ) จำกัด (มหาชน) (KEST) ทำบทวิเคราะห์ประเมินหุ้น บริษัท ดีเอสจี อินเตอร์เนชันเแนล จำกัด (มหาชน) หรือ DSGT โดยมองว่าธุรกิจผ้าอ้อมยังเติบโตได้ แม้เศรษฐกิจในไทยปีนี้จะชะลอตัวลง แต่ธุรกิจผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ยังคงเติบโตได้ 10-15% เนื่องจากสภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ประชาชนหันมานิยมใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กและผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าตลาดจะแข่งขันด้านราคากันในปีนี้ แต่บริษัทก็ยังมีรายได้ที่เติบโตได้ถึง 12.3% ในครึ่งปีแรก จากปริมาณการจำหน่ายผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็ก (baby love) และสำหรับผู้ใหญ่ (Certainty) ที่เติบโตต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงเห็นว่าราคาหุ้นปัจจุบันต่ำกว่าปีก่อนขณะที่ผลกำไรเติบโตได้เป็นโอกาสลงทุนที่ดี
**แนวโน้มผลกำไรครึ่งปีหลังเติบโตต่อเนื่อง ผู้บริหารตั้งเป้าโตไม่ต่ำกว่า 10% ทั้งปี **
และเราคาดว่าผลกำไรปี 2553 จะเติบโตต่อเนื่องอีก 16% yoy เป็น 281 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.94 บาท จากการขยายตัวของตลาดผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ( ที่บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 3 และ 1 ตามลำดับ) ที่คาดว่าจะยังเติบโต 10-15% ต่อปีไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
**คาดทั้งปีอัตราเงินปันผลสูงถึง 8.2% แนะนำ" ซื้อ "ราคาเป้าหมาย 6.40 บาท **
บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.14 บาท ขึ้นเครื่องหมาย XD ไปแล้วเมื่อ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเราคาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลทั้งปีได้ 0.33 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 8.2% ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ PER ต่ำเพียง 5.0 เท่าและมี upside อยู่ 58% จากราคาที่เหมาะสมของเราที่ 6.40 บาท อ้างอิง PER เป้าหมายที่ 8 เท่า (ปกติซื้อขายที่ PER 8-10 เท่า) จากแนวโน้มอุตสาหกรรมที่เติบโตต่อเนื่อง, ผลกำไรที่ยังเติบโตได้ในครึ่งปีหลัง, ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สูงถึง 8.2% และราคาหุ้นที่ยังมีราคาต่ำกว่าราคาตามปัจจัยพื้นฐานอยู่มาก ทำให้เรายังคงคำแนะนำ "ซื้อ " สำหรับ DSGT ขณะที่ราคาเมื่อ 4 ก.ย.ปรับขึ้นต่อเนื่องจากหลายวันก่อนแตะที่ 4.60 บาท
ที่มา http://www.thaiblognews.com/%E0%B9%82%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%AF%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%99dsgt-%E0%B8%8A%E0%B8%B5/
คำถาม
1.บริษัท ดีเอสจี อินเตอร์เนชันเแนล จำกัด (มหาชน)ทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร
2.ทำไมเราถึงควรลงทุนในหุ้น DSGT
3.แนวโน้มผลกำไรครึ่งปีหลังเป็นอย่างไร

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

[ECON]การประชุม G20 เห็นพ้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง


จัดทำบทความโดย
นางสาว ณัฐพร บุบผาผสม เลขทะเบียน 5001103101
เรื่อง การประชุม G20 เห็นพ้องกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง
รัฐมนตรีคลังจากกลุ่มประเทศ G20 เตรียมร่างฉันทามติในการกระตุ้นเศรษฐกิจโลกและการปฏิรูปตลาดเงิน หลังจากที่ได้เข้าร่วมประชุมกันที่กรุงลอนดอน
โดยหลายฝ่ายคาดว่าที่ประชุมจะมีความเห็นสอดคล้องกันในเรื่องกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอาจจะมีความเห็นขัดแย้งกันบ้างในเรื่องอัตราการใช้จ่าย ขณะเดียวกันก็คาดว่าที่ประชุมอาจอภิปรายกันถึงกำหนดเวลาสำหรับการเริ่มผ่อนคลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากที่ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และเยอรมนีสามารถหลุดพ้นภาวะถดถอย
นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ ของอังกฤษ ประธานาธิบดีนิโคลาส์ ซาร์โกซีย์ของฝรั่งเศส และนางแองเจล่า แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวในแถลงการณ์ร่วมว่า กลุ่มประเทศ G20 ต้องใช้นโยบายที่รัดกุมในการกำกับดูแลการดำเนินธุรกิจของธนาคาร พร้อมกันนี้ยังเห็นพ้องที่จะหาแนวทางควบคุมการจ่ายเงินโบนัสพนักงานธนาคารเพื่อป้องกันภาวะล่มสลายของตลาดเงินในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของยุโรปในการควบคุมการจ่ายโบนัสแก่พนักงานธนาคารอาจเผชิญกับเสียงคัดค้านจากสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมทำข้อตกลงให้ธนาคารต่างๆเพิ่มทุนสำรองเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตการเงินหวนกลับมาอีก บีบีซีรายงาน
ที่มา http://www.ryt9.com/s/iq03/641982/
คำถาม
1.การประชุม G20 จัดขึ้นณประเทศอะไร?
2.กำหนดการผ่อนคลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกระตุ้นเศรษฐกิจได้นั้นเกิดจากประเทศอะไรหลุดพ้นภาวะถดถอย?
3.นายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษได้เสนอแนวทางอะไรเพื่อป้องกันภาวะล่มสลายของตลาดเงิน

วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เศรษฐกิจพอเพียง


จัดทำบทความโดย
นางสาว สุจิตรา ห่านสัมฤทธิ์ เลขทะเบียน 5001103096
เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง
ในสภาวเศรษฐกิจในปัจจุบันที่อยู่ในภาวะที่หลายประเทศเผชิญกับเศรษฐกิจตกต่ำ แนวทางหนึ่งที่เราควรจะยึดเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตในช่วงนี้ คงนี้ไม่พ้นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งนี้ทาง BLOG ขออัญเชิญแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเผยแผ่ให้กับผู้ที่เข้าชม BLOG ของเราให้เข้าใจในแนวทางในการดำเนินชีวิต
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้าพระราชหฤทัยในความเป็นไปของเมืองไทยและคนไทยอย่างลึกซึ้งและกว้างไกล ได้ทรงวางรากฐานในการพัฒนาชนบท และช่วยเหลือประชาชนให้สามารถพึ่งตนเองได้มีความ " พออยู่พอกิน" และมีความอิสระที่จะอยู่ได้โดยไม่ต้องติดยึดอยู่กับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์ ทรงวิเคราะห์ว่าหากประชาชนพึ่งตนเองได้แล้วก็จะมีส่วนช่วยเหลือเสริมสร้างประเทศชาติโดยส่วนรวมได้ในที่สุด พระราชดำรัสที่สะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ในการสร้างความเข้มแข็งในตนเองของประชาชนและสามารถทำมาหากินให้พออยู่พอกินได้ ดังนี้
"….ในการสร้างถนน สร้างชลประทานให้ประชาชนใช้นั้น จะต้องช่วยประชาชนในทางบุคคลหรือพัฒนาให้บุคคลมีความรู้และอนามัยแข็งแรง ด้วยการให้การศึกษาและการรักษาอนามัย เพื่อให้ประชาชนในท้องที่สามารถทำการเกษตรได้ และค้าขายได้…"
ในสภาวการณ์ปัจจุบัน ซึ่งเกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงขึ้นนี้จึงทำให้เกิดความเข้าใจได้ชัดเจนในแนวพระราชดำริของ "เศรษฐกิจพอเพียง" ซึ่งได้ทรงคิดและตระหนักมาช้านาน เพราะหากเราไม่ไปพี่งพา ยึดติดอยู่กับกระแสจากภายนอกมากเกินไป จนได้ครอบงำความคิดในลักษณะดั้งเดิมแบบไทยๆไปหมด มีแต่ความทะเยอทะยานบนรากฐานที่ไม่มั่นคงเหมือนลักษณะฟองสบู่ วิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้อาจไม่เกิดขึ้น หรือไม่หนักหนาสาหัสจนเกิดความเดือดร้อนกันถ้วนทั่วเช่นนี้ ดังนั้น "เศรษฐกิจพอเพียง" จึงได้สื่อความหมาย ความสำคัญในฐานะเป็นหลักการสังคมที่พึงยึดถือ
ในระบบเศรษฐกิจพอเพียงจะจัดลำดับความสำคัญของ “คุณค่า” มากกว่า “มูลค่า” มูลค่านั้นขาดจิตวิญญาณ เพราะเป็นเศรษฐกิจภาคการเงิน ที่เน้นที่จะตอบสนองต่อความต้องการที่ไม่จำกัดซึ่งไร้ขอบเขต ถ้าไม่สามารถควบคุมได้การใช้ทรัพยากรอย่างทำลายล้างจะรวดเร็วขึ้นและปัญหาจะตามมา เป็นการบริโภคที่ก่อให้เกิดความทุกข์หรือพาไปหาความทุกข์ และจะไม่มีโอกาสบรรลุวัตถุประสงค์ในการบริโภค ที่จะก่อให้ความพอใจและความสุข (Maximization of Satisfaction) ผู้บริโภคต้องใช้หลักขาดทุนคือกำไร (Our loss is our gain) อย่างนี้จะควบคุมความต้องการที่ไม่จำกัดได้ และสามารถจะลดความต้องการลงมาได้ ก่อให้เกิดความพอใจและความสุขเท่ากับได้ตระหนักในเรื่อง “คุณค่า” จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้ ไม่ต้องไปหาวิธีทำลายทรัพยากรเพื่อให้เกิดรายได้มาจัดสรรสิ่งที่เป็น “ความอยากที่ไม่มีที่สิ้นสุด” และขจัดความสำคัญของ “เงิน” ในรูปรายได้ที่เป็นตัวกำหนดการบริโภคลงได้ระดับหนึ่ง แล้วยังเป็นตัวแปรที่ไปลดภาระของกลไกของตลาดและการพึ่งพิงกลไกของตลาด ซึ่งบุคคลโดยทั่วไปไม่สามารถจะควบคุมได้ รวมทั้งได้มีส่วนในการป้องกันการบริโภคเลียนแบบ (Demonstration Effects) จะไม่ทำให้เกิดการสูญเสีย จะทำให้ไม่เกิดการบริโภคเกิน (Over Consumption) ซึ่งก่อให้เกิดสภาพเศรษฐกิจดี สังคมไม่มีปัญหา การพัฒนายั่งยืน



ประการที่สำคัญของเศรษฐกิจพอเพียง
1. พอมีพอกิน 2. พออยู่พอใช้ 3. พออกพอใจ
" การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน และมีเศรษฐกิจการเป็นอยู่แบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกิน หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตัวเอง " "เศรษฐกิจพอเพียง" จะสำเร็จได้ด้วย "ความพอดีของตน"
ที่มา : http://www.prdnorth.in.th/The_King/justeconomic.php
คำถาม1.ในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้นเน้นในเรื่องใดมากที่สุด
2.ประการที่สำคัญของหลักเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้น คืออะไร
3.เศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้นจะประสบความสำเร็จได้ด้วยอะไรเป็นประการสำคัญ

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

[ECON]รัฐบาลจับตาราคาน้ำมันขาขึ้น เชื่อความสามารถกองทุนน้ำมันฯ ช่วยดูแลได้



จัดทำบทความโดย
นาย มนัส พลไพรินทร์ 5001103084
เรื่อง รัฐบาลจับตาราคาน้ำมันขาขึ้น เชื่อความสามารถกองทุนน้ำมันฯ ช่วยดูแลได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังจับตาราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะหากมีแนวโน้มว่าจะทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอีก รัฐบาลจะได้เตรียมออกมาตรการไว้รองรับ โดยเชื่อว่าความสามารถของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จะมีเพียงพอที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องราคาน้ำมันในประเทศได้
แนวที่รัฐบาลได้วางไว้ ทำให้มีกำลังที่จะเข้าไปดูแล แก้ไขแทรกแซงได้พอสมควรแม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะแพงไปกว่านี้ เพราะฉะนั้นที่เริ่มต้นไปแล้วในส่วนของดีเซล 2 บาท ถ้ามีความจำเป็นจะต้องทำอะไรเพิ่มเติม รัฐบาลก็จะทำ และจะไม่ทำให้เรื่องนี้ลุกลามบานปลายไปสู่การเพิ่มต้นทุนด้านอื่นๆ เช่น การขนส่ง การเดินทาง ของแพง
พร้อมกันนี้ยังกำชับให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามดูแลเรื่องราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิดในช่วงที่ราคาน้ำมันเป็นช่วงขาขึ้น รวมทั้งสั่งการให้นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง เร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาตามที่ได้รับการร้องเรียนมาจากประชาชน
ที่มา http://www.ryt9.com/s/iq03/633500/
คำถาม1. ทำไมรัฐบาลถึงต้องเตรียมมาตรการไว้รองรับสำหรับค่าน้ำมันภายในประเทศ?
2. กองทุนใดที่เข้ามามีบทบาทในการดูแลเรื่องค่าน้ำมัน?
3. หากราคาน้ำมันได้ปรับตัวขึ้นแล้วจะส่งผลกระทบต่อสินค้าประเภทใด?

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

[econ]กระบวนการออกตราสารหนี้ และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ


จัดทำบทความโดย
นางสาว กาญจนา ภูมิกิติสวัสดิ์ 5001103003
เรื่อง กระบวนการออกตราสารหนี้ และการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

กระบวนการออกตราสารหนี้ของภาคเอกชน หรือเรียกว่าการออกหุ้นกู้ เริ่มต้นจากบริษัท ที่ประสงค์จะออกหุ้นกู้ จะแต่งตั้งทีมที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) เพื่อให้คำปรึกษาในเรื่องประเภท และเงื่อนไขรายละเอียดต่างๆ ของหุ้นกู้ และช่วยดำเนินการจัดทำข้อมูลของหุ้นกู้ เพือขออนุญาตเสนอขายจากสำนักงาน ก.ล.ต. และจะต้องดำเนินการ ให้มีการจัดอันดับเครดิตของหุ้นกู้ พร้อมทั้งแต่งตั้งผู้จัดการการจัดจำหน่าย (Underwriter)
เพื่อดำเนินการเรื่องการขาย ให้แก่นักลงทุน หลังจากที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ในบางกรณีบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ อาจดำเนินการเอง โดยไม่ต้องว่าจ้างที่ปรึกษา หรือผู้จัดการการจำหน่าย
วิธีการเสนอขายหุ้นกู้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก จำกัดการเสนอขายในวงแคบ โดยขายเฉพาะเจาะจงให้กับกลุ่มนักลงทุนสถาบัน และมีข้อจำกัด การโอนซื้อขายเปลี่ยนมือ ในตลาดรอง ที่กำหนดให้โอนซื้อขาย ระหว่างนักลงทุนประเภทนี้เท่านั้น ซึ่งได้แก่ สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและนิติบุคคลประเภทอื่นๆ การซื้อขายในตลาดรอง เป็นวิธีการตกลงและต่อรองกันเอง หรือที่เรียกว่าการซื้อขายในตลาด OTC (over the counter) ในกรณีที่สอง เป็นวิธีการเสนอขายหุ้นกู้ ให้แก่นักลงทุนทุกประเภท และไม่มีข้อจำกัดการโอน ดังนั้น การซื้อขายในตลาดรองจึงเป็นไปในวงกว้าง และสามารถจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อซื้อขายในตลาดรองได้
อันดับเครดิตของหุ้นกู้ ที่ประกาศโดยสถาบันจัดอันดับเครดิตในประเทศ 2 ราย คือ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด และ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเรียงตามลำดับจากอันดับเครดิตที่สูงที่สุด ดังนี้

AAA อันดับเครดิตสูงที่สุด มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
AA อันดับเครดิตรองลงมา และถือว่ามีความเสี่ยงต่ำมากที่จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
A ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ
BBB ถือว่ามีความเสี่ยงและความสามารถในการชำระหนี้ในระดับปานกลาง
BB มีความเสี่ยงในระดับสูง
B มีความเสี่ยงในระดับสูงมาก
C มีความเสี่ยงในระดับสูงที่สุด
D อยู่ในสถานะของการผิดนัดชำระหนี้

อันดับเครดิตข้างต้น จะมีเครื่องหมาย + หรือ – เช่น AA - A + เพื่อแสดงความแตกต่างกัน ของอันดับเครดิตเพิ่มขึ้น ตามมาตรฐานสากลอันดับเครดิตตั้งแต่ BBB ขึ้นไปจนถึง AAA ถือว่าหุ้นกู้ดังกล่าวอยู่ในระดับน่าลงทุน (Investment grade) ส่วนอันดับเครดิตที่ต่ำกว่า BBB
ลงไป มักเป็นหุ้นกู้ในระดับที่ลงทุนเพื่อเก็งกำไร (Speculative)
ที่มา http://www.bex.or.th/th/education/issuance.html



คำถาม1.กระบวนการออกตราสารหนี้ของภาคเอกชน เรียกว่าอะไร
2.วิธีการเสนอขายหุ้นกู้แบ่งออกเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง
3.อันดับเครดิตใดที่ มีความเสี่ยงในระดับสูงที่สุด

วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

[ Econ] +Q หวั่นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังทรุด งบประมาณเบิกล่าช้า


จัดทำบทความโดย
นาย นพนนท์ บุษปานนท์ เลขทะเบียน 5001103112
เรื่อง หวั่นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังทรุด งบประมาณเบิกล่าช้า
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานให้ ครม.เศรษฐกิจรับทราบถึงภาวะตลาดเงิน โดยยอมรับว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง แต่เมื่อเทียบกับค่าเงินประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจไม่ได้มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท เพราะเป็นเรื่องของ ธปท.ที่มีอิสระในการดูแล ขณะที่ รมว.คลังได้สอบถาม ธปท.ว่าการออกพันธบัตรไทยเข้มแข็ง มีผลต่อสภาพคล่องหรือไม่ ธปท.ชี้แจงว่าไม่มีผลกระทบ เพราะมีสภาพคล่องมาก
นอก จากนี้ กระทรวงการคลังยังได้รายงานฐานะการคลังและการจัดเก็บภาษี 9 เดือน ของปีงบประมาณ 52 (ต.ค.51-มิ.ย.52) โดยจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,021,098 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 144,960 ล้านบาท หรือ 12.4% เนื่องจากการจัดเก็บภาษีของ 3 กรมหลักคือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ต่ำกว่าประมาณการ ส่วนผลการเบิกจ่ายงบประมาณมีจำนวน 1,413,967 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 193,885 ล้านบาท คิดเป็น 15.9%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ครม.เศรษฐกิจได้แสดงความเป็นห่วงสถานการณ์ ของค่าเงินบาท แม้ว่า ธปท.จะพยายามรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับประเทศ ในภูมิภาค แต่ควรนำมาเทียบค่าเงินบาทกับประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยด้วย เพราะจะส่งผลกระทบต่อการส่งออก ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบค่าเงินบาทกับประเทศในภูมิภาคนี้แล้วค่าเงินบาทอ่อนกว่า สิงคโปร์ เกาหลี ญี่ปุ่น และอินเดีย แต่ค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าค่าเงินหยวนของจีน ซึ่งเป็นคู่แข่งในการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งทอ อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่เงินบาทแข็งค่ากว่าเงินมาเลเซียที่เป็นคู่แข่งสินค้ายางพาราและ เวียดนามคู่แข่งในการค้าข้าว
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงเศรษฐกิจการคลังเดือน มิ.ย.52 และไตรมาส 2 ของปีนี้ว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณของการปรับตัวดีขึ้น โดยคาดว่าไตรมาส 2 ของปีนี้ เศรษฐกิจขยายตัวติดลบ 5-6% ลดลงจากไตรมาสแรกที่ติดลบ 7.1% และเชื่อว่าจะสามารถฟื้นตัวเป็นบวกได้ในไตรมาส 4 แม้ว่าจะยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ต่ำกว่าเป้าหมาย และรายได้จากการท่องเที่ยวที่ปรับตัวลดลงมาก
นาย สมชัยกล่าวว่า ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจสัปดาห์ที่แล้ว นายกรัฐมนตรีลงลึกในแต่ละโครงการของงบประมาณกลางปีเพราะเบิกจ่ายได้เพียง 46% จากวงเงิน 116,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณปี 52 เบิกจ่ายได้เพียง 67% ของงบประมาณ จากเป้าหมายที่ต้องเบิกจ่ายได้ 94% ของ 1.8 ล้านล้านบาท จึงขอให้มีปาฏิหาริย์และมั่นใจว่าปาฏิหาริย์มีอยู่จริง ซึ่งต้องรอให้ถึงสิ้นปีงบประมาณถึงจะรู้ว่าการเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตาม เป้าหมายหรือไม่
นพ. พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รมช.คลัง กล่าวถึงการเบิกจ่ายเงินงบประมาณตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ จนถึงสิ้นเดือน มิ.ย.52 ว่า ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เบิกจ่ายไปแล้ว 1,254,550 ล้านบาท หรือ 68.37% ของวงเงิน 1,835,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 1.63% โดยเป็นการเบิกจ่ายรายจ่ายประจำ 1,047,324 ล้านบาท หรือ 70.67% ซึ่งสูงกว่าอัตราการเบิกจ่ายในช่วงเวลาเดียวกันของปีงบประมาณก่อน 1.66%
ที่มา http://www.thairath.co.th/content/eco/22999

คำถาม
1.สาเหตุที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ เป็นผลมาจากสาเหตุใด
2.สาเหตุที่ต้องเทียบค่าเงินบาทกับประเทศต่างๆโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าเป็นเพราะอะไร
3.ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถขยายตัวได้ในไตรมาส4ได้แก่อะไร

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

[ Finance] +Q อุตฯจับมือกองทุนไอเอ็นจีอุ้มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล


จัดทำบทความโดย
นาย ฉัตร์ เอี่ยมภักดี เลขทะเบียน 50011030102
เรื่อง อุตฯจับมือกองทุนไอเอ็นจีอุ้มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวล
อุตฯจับมือกองทุนไอเอ็นจีอุ้มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้เชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร เผยโฉมโรงไฟฟ้าต้นแบบเตรียมแจ้งเกิดที่ จ.สระบุรี ก่อนทยอยตามมาอีก 30 แห่ง มูลค่าลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท...นางพรรณี จารุสมบัติ เลขานุการ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) วางแผนการต่อยอดการพัฒนาภาคเกษตรของไทยไปสู่การเชื่อมโยงการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการนำวัตถุดิบที่เหลือใช้จากการเกษตรที่มีอยู่จำนวนมากมาสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ศึกษาการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ถูกทิ้งให้สูญเปล่าเช่น แกลบ ซังข้าวโพด ซังตอข้าว ทะลายปาล์ม มาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร จากเดิมที่วัสดุเหลือทิ้งจากพืชเหล่านี้จะถูกนำไปเผาทิ้ง
ทั้งนี้ กสอ.ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าขนาดเล็กจากประเทศจีนเข้ามาช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าชีวมวล และให้คำปรึกษาแก่สหกรณ์การเกษตร, องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ที่ต้องการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้า
ชีวมวลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กสอ.ยังดึงสถาบันการเงินเข้ามาให้การสนับสนุน โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ จัดการกองทุนไอเอ็นจี (ประเทศไทย) หรือ ING FUNDS ได้จัดตั้งกองทุนที่จะเข้ามาสนับสนุนการลงทุนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ภายใต้ชื่อ "กองทุนเพื่อลงทุนและบริหารและ จัดการอุตสาหกรรมไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน" เงินลงทุน 10,000 ล้านบาท วางเป้าในการลงทุน 3 ปี เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล 100 แห่ง ผลิตไฟฟ้ารวมกัน 100 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 10,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุนของกองทุนเพื่อลงทุนฯดังกล่าว จะเป็นในลักษณะการไปซื้อกิจการโรงไฟฟ้าที่มีการลงทุนแล้วเสร็จทั้งหมด 100% หรือเป็นการลงทุนร่วมกันกับเจ้าของโรงไฟฟ้าในลักษณะถือหุ้นร่วมกัน รวมไปถึงการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้า การร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการจะทำให้ กิจการดังกล่าวมีความเข้มแข็งในเชิงพาณิชย์มากยิ่งขึ้น
"ขณะนี้มีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมลงนามแสดงเจตจำนงร่วมมือกับกองทุนไอเอ็นจีในการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลแล้ว 30 ราย คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 3,000 ล้านบาท ซึ่งการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล ถือเป็นรูปแบบใหม่ที่จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตไฟฟ้าแบบครบวงจรเป็นครั้งแรกในไทย เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่จะสามารถขายวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้แก่โรงไฟฟ้าได้อีกทางหนึ่ง คาดว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งแรกจะเปิดดำเนินการผลิตไฟฟ้าได้ในเดือน ธ.ค.นี้ ที่ จ.สระบุรี"
ทั้งนี้ ผลจากการศึกษาของ กสอ.ยังพบว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลสามารถผลิตไฟฟ้าได้ขนาด 1 เมกะวัตต์ จะช่วยกระจายรายได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ 5-9 ล้านบาทต่อปี เพิ่มมูลค่าและกำจัดขยะชีวมวลได้ประมาณปีละ 15,000 ตัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 40,000 ตันต่อปี โดยตั้งเป้าว่า ใน 5 ปีข้างหน้าจะสามารถจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลได้ประมาณ 100 แห่งทั่วประเทศ ส่วนผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับคือ ช่วยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติได้ประมาณ 140,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาทต่อปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิต 300,000 ตันต่อปี อีกทั้งปริมาณวัสดุเหลือทิ้งและขยะในชุมนุมชนจะลดลงได้ 1 ล้านตันต่อปี
นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือทิ้งและขยะอีก 300 บาทต่อตัน หรือเท่ากับ 300 ล้านบาทต่อปี โดยรายได้ในส่วนนี้จะกระจายกลับไปยังท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและประชาชนในท้องถิ่น สำหรับผู้ที่สนใจจะจัดตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลจะต้องพิจารณาถึงวัตถุดิบที่ใช้ป้อนในการผลิตไฟฟ้าว่ามีเพียงพอหรือไม่ และสามารถยื่นรายละเอียดโครงการได้ที่กระทรวงอุตสาหกรรม หรือสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ.


คำถาม
1) โรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบที่ใช้เชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจะสร้างขึ้นที่ไหน
2) วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ถูกนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงได้แก่อะไรบ้าง
3) กองทุนที่จะเข้ามาสนับสนุนการลงทุนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมมีชื่อว่าอะไรและองค์กรใดเป็นผู้จัดตั้ง

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

[ Econ+Q] ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้แนวโน้มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตครึ่งปีหลังจะดีขึ้น


จัดทำบทความโดย
นางสาว ณัฐพร บุบผาผสม เลขทะเบียน 5001103101
เรื่อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้แนวโน้มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตครึ่งปีหลังจะดีขึ้น
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานถึงสถานการณ์ธุรกิจบัตรเครดิต ว่า 5 เดือนแรกปีนี้ บัตรเครดิตกลุ่มธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ มีการใช้จ่ายมูลค่าประมาณ 98,631 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 4.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 16.6 ในปี 2551
ขณะที่กลุ่มสาขาธนาคารต่างประเทศ ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2552 มีมูลค่าประมาณ 43,009 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 5.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 10.1 ในปี 2551 รวมทั้งกลุ่ม Non-Bank ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2552 มีมูลค่าประมาณ 93,560 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ลดลงจากที่ขยายตัวร้อยละ 12.1 ในปี 2551
ส่วนแนวโน้มการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วงครึ่งปีหลัง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า น่าจะปรับตัวดีขึ้นกว่าในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากคาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อีกทั้งช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี เป็นฤดูแห่งการใช้จ่ายและยังเป็นอีกช่วงหนึ่งที่คนไทยนิยมเดินทางท่องเที่ยว ทำให้ในช่วงนี้ผู้บริโภคจะมีการใช้จ่ายมากเป็นพิเศษ จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ผู้ประกอบการต่างเร่งทำแคมเปญกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการบัตรเครดิตยังคงเผชิญกับความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้เศรษฐกิจไทยที่ยังคงมีความเสี่ยงรอบด้าน โดยปัจจัยสำคัญที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้ ได้แก่ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก บรรยากาศทางการเมือง การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
จากปัจจัยดังกล่าว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประมาณการ ภาพรวมปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในปี 2552 (ไม่รวมการใช้จ่ายของชาวต่างประเทศที่ถือบัตรเครดิตต่างประเทศ และการเบิกเงินสดล่วงหน้า) คาดว่าน่าจะหดตัวร้อยละ 0.4 ถึงขยายตัวร้อยละ 1.2 โดยมีประมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต 582,480 – 591,580 ล้านบาท และมีความเห็นว่า ในภาวะที่การแข่งขันเข้มข้น ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น ผู้บริโภคที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อบัตรเครดิตควรจะศึกษาข้อแตกต่างของผลิตภัณฑ์สินเชื่อของแต่ละสถาบันการเงินให้ดี เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและสามารถตอบสนองความต้องการมากที่สุด เช่น การเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิต การเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมบัตรใหม่ ค่าธรรมเนียมเมื่อผิดนัดชำระหนี้ รวมถึงการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของบัตรเครดิตที่แต่ละผู้ประกอบการนำเสนอเช่นกัน นอกจากนี้ผู้บริโภคควรมีการวางแผนทางการเงินและควรมีวินัยในการใช้จ่ายที่ดี หากผู้ที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไม่มีความระมัดระวัง ก็อาจจะก่อให้เกิดการสะสมเป็นวงเงินที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระในอนาคตได้.-สำนักข่าวไทย
ที่มา :http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTEwNDQ0MCZudHlwZT10ZXh0




คำถาม
1.ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2552 มีอัตราขยายหรือหดตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551?
2.ปัจจัยใดที่ทำให้กสิกรไทยประเมินว่าแนวโน้มการใช้บัตรเครดิตในครึ่งปีหลังจะมีการปรับตัวดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรก?
3.เมื่อคิดจะใช้บริการบัตรเครดิตก่อนอื่นผู้บริโภคควรศึกษาเรื่องใดก่อน ?

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

[ Finance] +Q วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์


จัดทำบทความโดย
นางสาว สุจิตรา ห่านสัมฤทธิ์ เลขทะเบียน 5001103096
เรื่อง วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์
ในชั่วโมงนี้คงไม่มีใครไม่รู้ว่าเราเองก็กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจล้มเป็นโดมิโนซึ่งมาจากพี่ยักษ์ใหญ่คนสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา คนมีงานทำกลับต้องมาเตะฝุ่นมากกว่าล้านคนทั่วโลก ออเดอร์จากการสั่งสินค้าไม่ขยับมีกลับถดถอยลง ทำเอาลูกบ้านอย่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ รวมทั้งบ้านเราได้รับอานิสงส์นี้มาด้วย ถ้าจะย้อนไปให้ดีๆก็ไม่ต่างกับเหตุการณ์ฝันร้ายของคนไทยในปี 2540 วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung Crisis) ซึ่งไทยเองก็ได้รับบทเรียนราคาแสนแพงเช่นกันนี้มาก่อน คำถามทำไมประเทศมหาอำนาจเช่นอเมริกาถึงตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ กล่าวได้ง่ายๆก็คือ การใช้จ่ายเงินในอนาคตที่เรียกง่ายๆก็คือ บัตรเครดิต หรือแม้กระทั่งการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เป็นกลไกหลักอย่างหนึ่งที่ขับเคลื่อนวิกฤตการณ์นี้ มูลค่าของเงินได้เข้ามาเป็นหนึ่งในปัจจัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในชีวิตของมนุษย์ พอมีเงินแล้วก็สามารถเลือกเฟ้นหาสิ่งต่างๆที่ใจเราต้องการ รวมทั้งที่อยู่อาศัยซึ่งมนุษย์เองก็ต้องการไม่แพ้กับเงิน ถ้ามนุษย์ต้องการแสวงหาบ้านดีๆซักหลังแต่ต้องผิดหวังกับรายจ่ายที่ต้องมีมากกว่ารายรับ แล้วทางออกของปัญหาหละจะทำอย่างไร ก็ตอบได้ง่ายๆก็คือ ทำการกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อมาซื้อบ้าน แต่เนื่องมาจากหลายปีที่ผ่านมาราคาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาดีดตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เป็นผลสืบเนื่องมาจากอัตราการขยายตัวของประชากรเพิ่มขึ้น อีกทั้งจากการเก็งกำไรของผู้ลงทุน ทำให้ราคาบ้านมีราคาสูงอย่างเห็นได้ชัดแตกต่างกับรายได้ที่มีเท่าเดิม ทำให้สถาบันการเงินต่างๆเล็งเห็นดีว่าแม้จะทำการหักค่าใช้จ่ายของผู้กู้แล้ว ก็ไม่เพียงพอสำหรับจ่ายหนี้ที่กู้มาได้ ทำเอาผู้คนที่มาใช้บริการถึงกับกุมขมับยอมกลับบ้านอย่างผิดหวัง ทั้งนี้มีผลมาจาก นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ทำให้ราคาตลาดอสังหาริมทรัพย์ผันผวนทางด้านสถาบันการเงินของสหรัฐฯก็ได้วิตกกับปัญหาเหล่านี้ และพยายามจะหาทางออกโดยใช้ตราสารหนี้ (ประเภทซับไพร์ม)ชนิดใหม่ขึ้นมา โดยมีมาตรการจูงใจลูกค้าด้วยผลตอบแทนในราคาที่สูงกว่าเกณฑ์ เพื่อดูดเม็ดเงินจำนวนมากไหลมาในระบบ จากบรรดาผู้มีอันจะกิน หรือแม้กระทั่งสถาบันการเงินอื่นๆก็ตาม เท่ากับว่าสถาบันการเงินยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ต่อที่ 1 มีเม็ดเงินไหลมาในระบบ ต่อที่ 2 บริหารจัดการเงินที่ได้มานั้น เอาไปปล่อยสินเชื่อให้กับนักลงทุนที่จะนำไปลงทุนในตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกต่อ ตราสารหนี้ประเภทซับไพร์มเหล่านี้ ก็แพร่หลายในสหรัฐฯอยู่ชั่วขณะหนึ่ง จึงทำให้เกิดตราสารหนี้ชนิดเดียวกันนี้ออกดอกออกผลมากมาย ในขณะที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ผันผวนอยู่นั้น เหล่าบรรดาสถาบันการเงินก้องัดกลยุทธ์เด็ดๆ เรียกได้ว่าถ้าเป็นขนมหวาน ก็คงไม่พลาดที่มดจะมากินทั้งรัง ทำเอาพฤติกรรมการใช้เงินของชาวอเมริกันจากเดิมที่ฟุ้งเฟ้ออยู่แล้วถึงกับลอยลิ่วตัวปลิวกับการใช้จ่าย อย่างไรก็ตามงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง เศรษฐกิจของสหรัฐก็เริ่มมาถึงทางตัน ระบบทางการเงินขาดสภาพคล่อง ราคาที่ดินจากเดิมที่รุ่งโรจน์ก็พร้อมใจกันแตกดับ คนอเมริกันที่มีชีวิตอันสวยหรูกลับมาต้องหมดอาลัยตายอยาก สถาบันและบริษัทการเงินประเมินแล้วว่ารายรับที่คาดว่าจะได้กลับกลายเป็นอากาศ ต่างก็หาทางออกอย่างรวดเร็ว ถึงกับกวดขันอย่างจิงจังเรื่องการกู้เงิน เรื่องการขอสินเชื่อเป็นเรื่องไม่หมูอีกต่อไป เงินเริ่มฝืดเพราะประชาชนมีหนี้ท่วมหัว จะจับจ่ายใช้สอยอะไรก็คิดมากขึ้น เศรษฐกิจของชาติกำลังอยู่ในช่วงขาลง ทั้งนี้ก็เพราะความผิดพลาดในการปล่อยสินเชื่อซับไพร์มเป็นจำนวนมาก โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการขายต่อออกไป อีกทั้งภาครัฐยังไม่มีมาตรการที่รัดกุมพอ ประกอบกับความจูงใจในตราสารหนี้ หรือแม้กระทั่งความเลินเล่อในการประเมินค่าความเสี่ยงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ รัฐบาลสหรัฐอเมริการีบเข้า TakeOver สถาบันจำนองสินเชื่อบ้าน โดยหวังพยุงตลาดอสังริมทรัพย์ และไม่นานหลังจากนั้น กลุ่มบริษัท เลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) , AIG Group (American International Group) และสถาบันการเงินต่างๆในสหรัฐถึงขั้นวิกฤตขาดสภาพคล่องในการบริหารจนนำมาสู่ ประกาศขอล้มละลายจนทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องเข้ามาอุ้มกิจการเอาไว้ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาที่มีเศรษฐกิจใหญ่ติดอันดับโลก กลับต้องดิ่งสู่เหวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมความเสียหายยังส่งผลเป็นสึนามิต่อประเทศต่างๆในโลก ที่มีเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ
(บทความโดย นายเดชบดินทร์ บุญพา, สำนักงานบัญชี ชัวร์แทค แอคเคาน์ติ้ง)
ที่มา www.suretax-accounting.com
คำถาม
1. วิกฤตการณ์ HAMBERGER CRISIS นี้ ตรงกับวิกฤตการณ์ใดที่ประเทศไทยเคยประสบปัญหามา
2. ธนาคารกลางสหรัฐ มีชื่อที่เป็นทางการว่าอะไร
3. ธุรกิจใดที่ถือเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ HAMBERGER CRISIS นี้เกิดขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

[Economic & Finance] +Q มาทำความรู้จักตราสารอนุพันธ์กัน


จัดทำบทความโดย
นาย มนัส พลไพรินทร์ เลขทะเบียน 5001103084
เรื่อง มาทำความรู้จักตราสารอนุพันธ์กัน
“ตราสารอนุพันธ์ (Derivative)” เป็นตราสารทางการเงินประเภทหนึ่งที่มีมูลค่าเกี่ยวเนื่องกับมูลค่าของสินทรัพย์ที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงในการซื้อขาย หรือที่เราเรียกกันว่า“สินทรัพย์อ้างอิง” นั่นเอง โดยมูลค่าของตราสารอนุพันธ์จะได้รับอิทธิพลโดยตรงจากมูลค่าของสินทรัพย์อ้างอิงนั้นๆ ทั้งนี้ เมื่อมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ และอุปทานของสินค้าอ้างอิงในอนาคต มูลค่าของตราสารอนุพันธ์ก็จะปรับตัวตามทันที
ก็เหมือนกับการที่เราไปจองซื้อรถยนต์ในงานมหกรรมรถยนต์ซึ่งจะยังไม่ได้รับมอบรถภายในทันที ดังนั้น ผู้ขายจะทำการออกใบจองซึ่งระบุรายละเอียดและระยะเวลาที่คาดว่าจะได้รับรถให้แก่เราเป็นการล่วงหน้า เพื่อเป็นหลักฐานว่า บริษัทจะดำเนินการส่งมอบให้แก่เราผู้ถือใบจองก่อนตามรายละเอียดที่ได้ ระบุไว้ข้างต้น ซึ่งใบจองที่บริษัทออกให้นี้เปรียบเสมือนกับตราสารอนุพันธ์ประเภทหนึ่งนั่นเองครับ นอกจากนี้ ทางบริษัทก็จะขอเรียกเก็บเงินมัดจำจำนวนหนึ่งจากเราในฐานะผู้ซื้อเพื่อแลก กับใบจองนั้น หากว่า หลังจากนั้น ความต้องการรถยนต์รุ่นนี้มีสูงขึ้นเรื่อยๆส่งผลให้ราคาของรถรุ่นนี้ในตลาดสูงกว่าราคาจองซื้อในงาน ใบจองที่เราถือครองอยู่ก็ย่อมที่จะมีมูลค่าสูงขึ้นตามเช่นเดียวกัน ในทางกลับกัน หากรถยนต์รุ่นนี้ไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป และราคาในตลาดลดต่ำลงกว่าราคาที่จองซื้อในงาน ใบจองซึ่งเราถือครองอยู่นั้นก็จะมีมูลค่าลดลงตามไปด้วย
จากตัวอย่างข้างต้น จึงพอสรุปลักษณะที่สำคัญของตราสารอนุพันธ์ที่เราควรทราบได้ดังต่อไปนี้
1. เป็นการตกลงทำธุรกรรมซื้อขายกันล่วงหน้าระหว่างคู่สัญญาสองฝ่าย โดยมีการตกลงรายละเอียดกัน ณ เวลาปัจจุบัน แต่จะมีการส่งมอบ และชำระราคากันจริงในอนาคต
2. มีค่ามูลค่าขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงซึ่งอาจเป็นสินทรัพย์ที่มีตัวตนจับต้องได้หรือสินทรัพย์ทางการเงินก็ได้
3. มีการกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติตามภาระผูกพันหรือตราสารอนุพันธ์มีอายุจำกัดนั่นเอง
4. มีการระบุพันธะผูกพัน (Obligation) แก่ คู่สัญญาในการซื้อไว้เป็นการล่วงหน้า
ประเภทของสินค้าที่ซื้อขายในตลาดอนุพันธ์
โดยหลักๆ แล้วตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อขายกันในตลาดเงินทั่วโลก สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่
1. ฟิวเจอร์ส (FUTURES)
สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ล่วงหน้าที่มีลักษณะคล้ายกับฟอร์เวิร์ด แต่จะแตกต่างกันตรงที่
a. มีการกำหนดรายละเอียด และเงื่อนไขไว้อย่างแน่นอน b. การซื้อจะทำในตลาดล่วงหน้าที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการโดยต้องซื้อขายผ่านนายหน้าที่ เป็นบริษัทสมาชิกของตลาดล่วงหน้าแห่งนั้น c. มีการกำหนดบัญชีวงเงินประกันของทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย รวมถึงมีการปรับมูลค่าทุกสิ้นวันทำการทำให้สามารถรับรู้กำไร หรือขาดทุนได้ตลอดเวลา d. มีสำนักหักบัญชีดูแลในเรื่องการรับประกันการซื้อขายตามสัญญาที่ระบุไว้ โดยจะทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาแทนให้กับทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย e. มีองค์กรกำกับดูแลควบคุมให้การซื้อขายเป็นไปอย่างเป็นธรรม และโปร่งใส
2. ออปชั่น (OPTIONS)
สัญญาสิทธิ ผู้ขายมีภาระต้องปฎิบัติตามพันธะในสัญญา ในขณะที่ผู้ซื้อมีสิทธิ จะเลือกใช้สิทธิหรือไม่ก็ได้
3. ฟอร์เวิร์ด (FORWARD)
สัญญาซื้อขายสินทรัพย์อ้างอิงล่วงหน้าระหว่างผู้ซื้อ และ ผู้ขายเองเป็นการส่วนตัว หรืออาจดำเนินการผ่านสถาบันการเงินก็ได้ เนื่องจากฟอร์เวิร์ดเกิดขึ้นจากการทำสัญญาส่วนตัวระหว่างคู่สัญญากันเองกัน จึงไม่จำเป็นต้องมีการวางเงินประกัน หรือนำสินทรัพย์ใดๆ มาใช้ในการค้ำประกันสัญญาที่ได้จัดทำขึ้น การที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะไม่ปฎิบัติตามสัญญาย่อมมีโอกาสเป็นไปได้สูง
4. สวอป (SWAP)
ข้อตกลงระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป ในการแลกเปลี่ยนกระแสเงินสดในอนาคต
ทั้งนี้ ในปัจจุบันตราสารอนุพันธ์ที่ซื้อขายใน บริษัท ตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือ สัญญาฟิวเจอร์ส (FUTURES) และสัญญาออปชั่น (OPTIONS)
ที่มา http://www.jobpub.com/articles/showarticle.asp?id=1586 เเละ http://www.tfex.co.th/th/investor_corner/knowledge_p2.html
คำถามประจำสัปดาห์
1. หากว่าตราสารอนุพันธ์ A เป็นตราสารที่ทำการซื้อขายอยู่ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) อ้างอิงยางแผ่นรมควันชั้น 3
จำนวน 5 ตัน มูลค่าสัญญาเท่ากับ 300,000 บาท อายุสัญญา 3 เดือนซึ่งเริ่มทำการซื้อขายในเดือนมกราคม ปีx3 หากในเดือนกุมภาพันธ์ปี x3 เศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น ค่ายรถยนต์ต่างๆมีคำสั่งซื้อเข้ามาจำนวนมาก มูลค่าของตราสารอนุพันธ์ A จะมีแนวโน้มไปในทิศทางใด และเพราะอะไร
2. จากข้อ 1 ตราสารอนุพันธ์ A จัดได้ว่าเป็นตราสารอนุพันธ์ประเภทใด
3. ตราสารอนุพันธ์ตัวใดบ้างที่ยังไม่มีจำหน่ายในตลาดที่เป็นทางการของไทย

[Software] ดูดวงความรัก เเม่นเเค่ไหนเชิญพิสูจน์



[Software] ดูดวงความรัก เเม่นเเค่ไหนเชิญพิสูจน์
เเม่นอยู่น้ามีเพื่อนๆการันตีความเเม่นหลายสิบคนเเล้วครับ โหลดไฟล์ลงเครื่องเเล้วใช้งานได้เลยครับไม่ต้องกด install



คลิกที่รูปเพื่อโหลดครับ

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

[Game] มาจับผิดภาพกันเถอะ


[Game] มาจับผิดภาพกันเถอะ

กดที่รูปเพื่อเข้าสู่เกมส์ครับ

คำเตือน เด็กเเละสตรีมีครรภ์ไม่ควรเล่นเกินวันละ 1 ครั้ง มิฉะนั้นอาจติดใจได้

[Economic & Finance] +Q พันธบัตรรัฐบาลไร้ความเสี่ยงจริงหรือไม่?


จัดทำบทความโดย
นางสาว กาญจนา ภูมิกิติสวัสดิ์ เลขทะเบียน 5001103003

เรื่อง พันธบัตรรัฐบาลไร้ความเสี่ยงจริงหรือไม่?

พันธบัตรก็เป็นตราสารหนี้ประเภทหนึ่ง ที่ออกโดยภาครัฐ ซึ่งหากเปรียบเทียบระหว่างผู้ออกที่เป็นภาครัฐ กับผู้ออกที่เป็นผู้ดำเนินธุรกิจในภาคเอกชน ก็สามารถเห็นถึงความแตกต่างในแง่ของความน่าเชื่อถือในตัวผู้ออก กล่าวคือ ผู้ออกที่เป็นภาครัฐนั้นมีความน่าเชื่อถือในระดับ สูงสุด (ในประเทศนั้น) หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า ผู้ออกภาครัฐจะมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระภาระผูกพัน (ทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น) ในระดับที่ต่ำที่สุด หรือเชื่อกันว่าผู้ออกภาครัฐจะไม่ผิดนัดชำระหนี้ ส่วนผู้ออกภาคเอกชน ก็อาจจะมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยสัมพัทธ์กับความเสี่ยงของภาครัฐในเรื่องการผิดนัดชำระภาระผูกพัน
ดังนั้น หากจะคิดว่าพันธบัตรรัฐบาลปลอดความเสี่ยงนั้น “ คงจะเป็นจริงในเฉพาะเรื่องความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระภาระผูกพัน (Credit risk) เท่านั้น ” แต่หากพิจารณาความเสี่ยงเรื่องอื่นๆ แล้ว เช่น ความผันผวนในราคา (Price risk หรือ Market risk) ความเสี่ยงในเรื่องการลงทุนต่อ (Reinvestment risk) ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ เป็นความเสี่ยงที่ เกี่ยวเนื่องกับสภาพแวดล้อมคือ การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน และความเสี่ยงอื่นๆ อีกหลายอย่าง ก็คงจะกล่าวได้ว่า พันธบัตรรัฐบาลยังแบกความเสี่ยงเหล่านั้นอยู่เต็มไม่แตกต่างไปจากตราสารหนี้ภาคเอกชน ดังนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า
พันธบัตรรัฐบาลใช้เป็น “ตัวแทน” (Proxy) ของสินทรัพย์ที่ปราศจากความเสี่ยงเท่านั้น ไม่ได้เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดจากความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง


ที่มา :
http://www.bex.or.th/files_papers/money-and-wealth/m-w-07-48.pdf

คำถามประจำสัปดาห์

1. พันธบัตรรัฐบาลจัดได้ว่าเป็นตราสารทางการเงินประเภทใด
2.
ทำไมเราจึงควรเลือกลงทุนกับตราสารหนี้ภาครัฐมากกว่าภาคเอกชน
3. การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลทำให้นักลงทุนไม่ต้องเเบกรับความเสี่ยงจริงหรือไม่ เพราะเหตุใด